• July 7, 2021

การศึกษา

การศึกษา

จากสิงคโปร์สู่ไทย 4 กรอบแนวคิดทาง การศึกษา

เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนได้มีโอกาสเยี่ยมชมโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ที่เปิดในกรุงเทพฯรวมกับนักศึกษาไทยหลายท่านแม้ว่าการเยี่ยมชมในครั้งนี้จะมีเป้าหมายหลักเพื่อศึกษาว่าระบบ การศึกษาสิงคโปร์และโรงเรียนแห่งนี้ มีวิธีการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ (Competency – Based Education) อย่างไร เกิดความประทับใจหลักของผู้เขียนมาจากการได้รับฟังประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายการศึกษาสิงคโปร์ จากคุณ Ong Teck Chin – Hend of Schools ที่มาต้อนรับและนำเสนอต่อคณะดูงานซึ่งคุณ Ong Teck Chin ใครเป็นผู้บริหารของโรงเรียนประเภท Independent School ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ร่วมวิจัยและพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการและการเรียนการสอนใหม่ๆ กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์มาก่อน

จากการดูงานในครั้งนี้ทำให้ทราบว่าแม้สิงคโปร์จะมีระบบการศึกษาที่ถือว่าก้าวหน้ามามากแล้ว แต่ก็ยังไม่หยุดพัฒนา โดยในขณะนี้กำลังมุ่งเป้าหมายไปที่การยอมรับในสมุดที่หลากหลายของนักเรียนรายบุคคลมากกว่าแค่ด้านวิชาการ มีมาตรการใหม่ ๆ เช่น ยกเลิกการสอบในระดับประถมศึกษาตอนต้นที่สร้างความเข้มแข็งและประเมินตามสภาพจริงในระหว่างเรียนมากขึ้น กรอบรูปแบบการเรียนมัธยมต้นไปสู่ Subject – Based Banding ที่นักเรียนแต่ละคนสามารถเลือกเรียนแต่ละวิชาหญ้าตามระดับสมรรถนะของตนเอง เปิดให้ครูจัดการเรียนการสอนร่วมให้นักเรียนที่มีสมรรถนะต่างกันมากภายในห้องเดียวกันได้เป็นต้น

การพัฒนาของระบบ การศึกษา สิงคโปร์

มาตรการหรือนโยบายใหม่ ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ที่ได้ฟังนั้นน่าประทับใจ แต่สิ่งที่ประทับใจผู้เขียนมากกว่าคือการได้เห็นปรัชญาความเชื่อบางอย่างที่สำคัญ ที่เป็นเสมือน “ตาน้ำ” สร้างความคิดและคำพูดให้หน่อยสิบอกมาเป็น “สายน้ำ” ของวิธีการและนโยบายจนเกิดมาเป็นระบบ การศึกษา สิงคโปร์อย่างที่เราเห็น เมื่อผนวกกับสิ่งที่ได้ยินและได้อ่านมาเกี่ยวกับการพัฒนาของระบบการศึกษาสิงคโปร์ ผู้เขียนขอสรุปเป็นกรอบแนวคิดที่สำคัญ 4 ข้อดังนี้

  1. “คนทุกคนสำคัญและสร้างประโยชน์ให้สังคมได้” ผู้เขียนได้พูดคำพูดเดิม ๆ จากคนสิงคโปร์แทบทุกคนที่เจอว่า “ประเทศเราไม่มีทรัพยากรอะไรเลยอยู่บนเกาะที่แห้งแล้ง ดังนั้นคนคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของเรา” ความเชื่อนี้ส่งผลให้รัฐบาลทุ่มเทลงทุนพัฒนาคนตลอดชีวิต ทำให้ได้โรงเรียนรัฐคุณภาพสูงแต่ค่าเทอมต่ำ  เพราะไม่ต้องการให้เด็กหลุดรอดออกไปจากระบบแม้แต่คนเดียว โดยเด็กประถมศึกษาสิงคโปร์จ่ายค่าเล่าเรียนเพียง 5 ดอลลาร์สิงคโปร์ (เทียบเท่า 117 บาทของไทย) ต่อเดือนเท่านั้น นอกจากนี้นโยบายหลายอย่างที่กำลังทำในขณะนี้ เช่น การสร้างผลทางโรงเรียนที่หลากหลายสำหรับเด็กที่มีความถนัดต่างกัน ความคาดหวังบทสวดมนต์เพื่อลดจำนวนเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา เพราะหากแต่ละคนเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองก็จะมีความตั้งใจที่จะเรียนต่อหาที่ทางประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับตนเองและเป็นกำลังสำคัญของประเทศได้ในอนาคต
  2. “ต้องดูแบบไหนให้อนาคตเป็นคนบอก” การกำหนดเป้าหมายการศึกษาว่าผู้เรียนจะต้องมีทักษะสมรรถนะอะไร ไม่ใช่เรื่องที่กำหนดโดยใช้คนไม่กี่คนนั่งเทียนกันขึ้นมา แต่มาจากการศึกษาวิจัยว่าโลกในอนาคตที่เด็กจะต้องอยู่และทำงานเป็นอย่างไร และประเทศมีเป้าหมายการพัฒนาในอนาคตอย่างไร แล้วจึงกำหนดเป้าหมายหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่ยังมี  Economic  Development  Board ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญของรัฐบาลที่กำหนดกลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจ นวัตกรรมและกำลังพลของประเทศอีกด้วย

3. “นโยบายที่ดีต้องมีการทดลอง” เมื่อไหร่ที่กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์มีแนวคิดจะออกนโยบายใหม่ จะจัดทำความร่วมมือกับโรงเรียนไม่คิดเห็นเพื่อทดลองและเรียนรู้ว่า ในโลกความเป็นจริง นโยบายนี้ถูกปฏิบัติอย่างไรโดยใช้แนวคิด “Big P – Small P” กล่าวคือสำหรับทุกนโยบายใหญ่ระดับชาติหรือ Big Policy โรงเรียนจะมีโอกาสให้ตีความและออกจากนโยบายเล็ก ๆ หรือ Small Policy ที่ลงมือทำได้ในบริบทของตนเอง ไปยโสธรเจตนารมณ์ของ Big Policy ออกมาควบคู่กันนั้น โดยจะมีผู้ประสานงานเข้าไปสังเกตการณ์รูปแบบที่โรงเรียนเลือกทำ เพื่อถอดบทเรียนและปิดช่องโหว่ของการนำนโยบายไปปฏิบัติ (Policy-Implementation Gap) จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการทดลองก่อนที่จะนำไปขยายผลในโรงเรียนอื่น ๆ

4. “ยอมรับแต่ไม่ยอมแพ้ความคิดแบบใหม่” การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของระบบ การศึกษา สิงคโปร์นั้นสะท้อนว่า นักการศึกษาและผู้นำในภาครัฐยอมรับคือความไม่สมบูรณ์ของระบบปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันก็เชื่อว่า มีหนทางที่จะปรับปรุงสิ่งที่เป็นอยู่ได้ ละครที่จะเลือกเราคิดแบบใหม่อยู่เสมอ เช่น ยอมรับว่าการมุ่งเน้นวิชาการที่ผ่านมาทำให้ประเทศสิงคโปร์ก้าวหน้าขึ้นมาถึงจุดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็สร้างบอทเพลงให้แก่เด็กไม่น้อย จึงหันมาให้ความสำคัญกับการมองเห็นเด็กอย่างรอบด้านมากขึ้น กรอบแนวคิดนี้ยังสะท้อนผ่านเรื่องเล่าของคุณ Tack Chin เv’ที่เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมาก่อน แต่ถูกเชิญมาเป็นผู้บริหารโรงเรียน  independent  School  เพราะกระทรวงศึกษาธิการต้องการคนนอกภาคการศึกษามาช่วยคิดนอกกรอบ พาโรงเรียนออกจากขนบธรรมเนียมประเพณีเดิม ๆ

คงเป็นไปไม่ได้ที่สังคมหรือจะมีกรอบแนวคิดที่เหมือนกับอีกสังคมหนึ่ง ขอดูเงื่อนไขประวัติศาสตร์และคุณค่าที่ยึดถือต่างกัน ความแตกต่างนี้ไม่ควรเป็นข้ออ้างที่สังคมไทยจะไม่รู้จักสังคมอื่น ผู้เขียนจึงอยากนำกรอบคิด ทั้ง 4 ข้อนี้ มาสะท้อนแนวคิดในระบบการศึกษาของไทย มองย้อนดูความเชื่อและการปฏิบัติที่ผ่านมาของพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นในฐานะพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ นักการศึกษา หรือคนกำหนดนโยบายว่า

  • เราเชื่อหรือไม่ว่าเด็กทุกคนในประเทศนี้สำคัญนะคนทุกคนสร้างประโยชน์ให้ประเทศได้
  • เราใช้ความรู้และผลงานวิจัยที่เชื่อถือได้สอดคล้องกับความต้องการของอนาคตหรือเราใช้ค่านิยมความเชื่อที่เรายึดถือว่าดีมาจากในอดีตการกำหนดเป้าหมายทักษะสมรรถนะที่ดีควรมี
  • เราพร้อมที่จะให้นโยบายของเราถูกทดสอบเด้งและแก้ไขมากน้อยเพียงใดและเราเตรียมนโยบายนี้ให้พร้อมสำหรับการตบตีความและนำไปใช้ที่หลากหลายแล้วหรือยัง
  • เรายอมรับความไม่สมบูรณ์ของระบบการศึกษาไทยที่เป็นอยู่อย่างตรงไปตรงมามากน้อยเพียงใด แล้วเรามองหาวิธีการและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่จะมาแก้ไขก็พอหรือยัง

ในห้วงเวลาที่ร่าง พ.ร.บ. การศึกษา แห่งชาติฉบับใหม่กำลังเข้าสู่การพิจารณาในสภา  หลายคนฝากความหวังว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย หลายคนหมดหวังว่าเขียนว่าอย่างไรการศึกษาไทยก็คงไม่เปลี่ยน

สุดท้ายตัวผู้เขียนมองว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้คงมีผลต่อการเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารจัดการในกระทรวงศึกษาธิการได้บางส่วน ตัวหนังสือกฎหมายจะพาเราออกจากกรอบแนวคิดเดิมที่ครอบงำนักการศึกษาไทยไว้มากน้อยเพียงใด

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาด รีวิวการศึกษา น่าอ่านแบบนี้ สามารถติดตามได้ที่ >> thinksmile ขอบคุณที่รับชม .

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *