• June 30, 2021

ความรัก

ความรัก

ความรัก ในรูปแบบ ศีลเสมอ ทานเสมอ 

          บทความนี้ในหมวด ความรัก คู่ครอง มิใช่ บทความธรรมะ หรือจะพูดในแง่ ศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เพียงแต่มีมุมที่ “ศีล” และ “ทาน” นี้ อาจทำให้ชีวิตคู่-ชีวิตรักไปได้ดี  และกล่าวถึงแบบที่ไม่เกี่ยวอะไรกับบุญ บาป หรือความดี แต่เป็นในลักษณะของความสัมพันธ์ของคู่ที่มี ศีลเสมอ ทานเสมอ…

          เราอาจเคยได้ยินคำว่า “ศีลเสมอกัน” แต่ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ ผมกลับคุ้นชินกับคำว่า “ศีลเสมอ ทานเสมอ”  ซึ่งความหมายก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันแล้วคำว่า ศีล กับ ทาน นี้เกี่ยวอะไรกับความรัก?

          เริ่มด้วยศีลในที่นี้ความหมายง่าย ๆ ว่าการปฏิบัติตน จำเพาะนิดหนึ่งก็คือ การปฏิบัติอันเป็นปกติประจำด้วย เพราะนาน ๆ ทำทีก็คงไม่ใช่ เช่น   ปกติเป็นคนพูดจาหยาบคาย แต่บางวันพูดจาไพเราะขึ้นมา เช่นนี้ ไม่ใช่ ศีลของเขาเป็นแน่

          ส่วนคำว่า ทาน ในที่นี้หมายถึงการให้ (มิใช่รับประทานนะครับ) ซึ่งก็ใช้แค่ ให้ เฉย ๆหากคือ เต็มใจหรือเสียสละที่จะให้ จึงเรียกได้ว่า  ให้ทาน ซึ่งมุมหนึ่งต้องไม่อคติกับคำว่าทานในรูปแบบเพียงแค่ คนสูงส่งว่าให้คนต่ำต้อยกว่า เช่นนั้นมันดูไม่ใช่สิ่งดี หากทำความเข้าใจสักนิด คิดตามสักหน่อยก็คงพอเข้าใจ

          จึงตีความในบทความว่า ความรัก “ศีลเสมอ” ก็คือคนที่มีการปฏิบัติตน หรือพฤติกรรมดำเนินชีวิตที่คล้ายคลึงกัน จะเป็นศีลหรือวิถีชีวิตด้านใดก็ว่ากันไปและ “ทานเสมอ” ก็คือ คู่ที่มีการให้กันอย่างทัดเทียม ซึ่งการให้รวมถึง “การยอมให้” กันด้วย เมื่อนำ 2 สิ่งมารวมกันมันก็จะเห็นได้ว่า การปฏิบัติตน และการให้ของคู่รัก คู่ครองนั้นมีให้กันอย่างไร หรือสรุปโดยย่ออีกทีก็คือ “แสดงพฤติกรรมระหว่างกัน   เป็นอย่างไร”

ความรัก ในรูปแบบ ศีลเสมอ ทานเสมอ

         ยกตัวอย่างเช่น ในคู่ที่ฝ่ายชายเป็นนักดื่ม ถ้าไปยึดติดเพียงคำว่าศีลแบบในธรรมมะก็ผิดแล้ว แต่สำหรับชีวิตคู่ดีหรือไม่ดีนั้น มันก็ต้องดูว่าเขาเสมอกันไหม ชายนักดื่ม หากฝ่ายหญิงก็ชอบด้วย เช่นนี้ก็ไปด้วยกันได้ หรือไม่ดื่มแต่ในความคิดมองว่าเรื่องนี้เป็นธรรมดา ไม่เป็นสิ่งเดือดร้อนอะไร ก็ไปด้วยกันได้ เช่นนี้ ศีลเสมอ…

          แต่ถ้าหากฝ่ายชายเป็นนักดื่ม แต่ฝ่ายหญิงไม่ชอบ ยิ่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีปัญหากันเท่านั้น เพราะศีลไม่เสมอกัน นี่คืออพื้นฐานง่าย ๆ ที่นี้หากบอกว่า  บางเรื่องหากทำเหมือนกันมันก็จะไม่แย่หรือ? เหมือนแบบนี้ ต่างคนต่างชอบดื่ม เมาแล้วจะไม่ตีกัน  มีปัญหากันมากกว่าหรือ ตรงนี้ก็ต้องพิจารณาต่อไป เพราะถืออว่าเป็นอีกศีลหนึ่ง ( อีกการปฏิบัติหนึ่ง) เช่นอีกฝ่ายเมาแล้วนอน แต่อีกฝ่ายเมาแล้วอาละวาด ก็ถือว่ามิใช่ศีลที่เห็นพ้อง เพราะฝ่ายที่เมาแล้วนอน คงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องอาละวาด ทำไมไม่นอน! ย่อมยากที่จะไปด้วยกันได้ นับว่า “ศีลไม่เสมอกัน”

เสมอกัน มิใช่ว่าต้องเหมือนกันในรูปแบบของ ความรัก

          แต่ศีลเสมอ ใช่เพียงแค่การทำตัวเหมือนกัน เพราะตัวอย่างเดิม แม้ฝ่ายหญิงจะไม่ชอบ  ไม่พอใจการเป็นนักดื่มของฝ่ายชาย แต่จุดหนึ่งคิดว่า   ยอมให้ได้ ถอยให้ได้ เช่นนี้ก็เหมือนมี ทาน เกิดขึ้น กรณีนี้ชีวิตคู่ก็ไปต่อได้ เพียงแต่หากฝ่ายชายเกินขอบเขตของ “การเต็มใจให้” เช่นเดิมแม้จะเป็นนักดื่มแต่ไม่เสียงาน ภายหลังเริ่มมีเสียการเสียงาน อีกฝ่ายย่อมไม่พอใจถือว่าเกินความเต็มใจ

          “ทานเสมอ” ก็ใช่ว่าต้องยอมเรื่องเดียวกัน ในการที่ฝ่ายหญิงยอมที่ฝ่ายชายเป็นนักดื่ม  โดยที่ตนไม่ดื่มนั้น ฝ่ายหญิงก็ย่อมต้องรู้สึกว่าได้รับการให้ การเสียสละจากฝ่ายชายในด้านอื่นมาเช่นกัน เพราะหากฝ่ายใดต้องเป็นฝ่ายยอมเสมอนั้นคงพอนึกออกว่าวันหนึ่งจะเป็นอย่างไร เพราะคนเราอาจะยอมเป็นฝ่ายให้ได้มากกว่าในช่วงหนึ่ง “เมื่อเวลาผ่านไป หากไม่ได้รับ ความรัก หรือสิ่งใดคืนมาบ้าง สิ่งที่ให้ไปย่อมรู้สึกตัวว่าไร้ค่าลงทุกวัน” เมื่อถึงเวลานั้น ทานจะไม่เสมอ…

บริบทความรัก เสมอกันมิใช่ว่าต้องเท่ากันเชิงในปริมาณ

บริบทความรัก เสมอกันมิใช่ว่าต้องเท่ากันเชิงในปริมาณ

         อันที่จริงแล้วสิ่งสำคัญประการหนึ่งก็อยู่ที่คำว่า “เสมอกัน” ด้วยและเสมอกันมิได้หมายความว่าต้องเท่ากันในเชิงปริมาณหรือนับได้ แม้ใน “ความรู้สึกเราก็ตาม” เพราะว่าการให้ ความรัก หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คุณค่าต่อผู้รับยากจะวัดเทียบกันได้ เช่น เราให้เงิน 100 บาท กับ 2 คน แต่ละคนก็จะซาบซึ้งและเห็นคุณค่าต่างกันได้ ดังนี้แม้แต่ผู้ให้ก็ยากจะรู้ด้วยซ้ำ ว่าผู้รับเห็นคุณค่าแค่ไหน…

          มันจึงเป็นเหตุที่หลายคนสงสัยในบางคู่เสมือนกับว่า คนหนึ่งแสนดี อีกคนดูทำตัวไม่เอาไหน ทำไมจึงอยู่ด้วยกันได้นาน ก็เพราะเขาอาจไม่ดีกับใครเลยยกเว้นกับคนของเขา หรืออีกฝ่ายเห็นคุณค่าบางอย่างในตัวเขา ที่คนอื่นไม่จำเป็นต้องเข้าใจหรือได้รับก็เพราะเป็นคนนอกก็ได้

          แต่ก็มีในอีกรูปแบบคือ  คนที่ไม่ค่อยเห็นค่าตัวเอง มองตัวเองว่า ไม่ควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านั้นในชีวิต คนนอกจึงมองว่า เขาน่าจะได้ดีกว่านั้น  แต่เจ้าตัวจะมองว่า “เสมอกัน” กับตนแล้ว เหมาะสมแล้ว ก็เลยได้อยุ่กับคนที่ไม่เอาไหน ทว่าหากวันหนึ่งเห้นบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนไป เกิดการพัฒนาตนเองขึ้น มีมุมมองที่ดีขึ้น มั่นใจในตัวเองมากขึ้น  การปฏิบัติตนย่อมเปลี่ยน ทาน , การให้ และการยอมรับ ย่อมเปลี่ยนไป อาจไม่เสมอกันแล้ว…

          หรือในประเภทที่เพียงอดทน คาดหวังรอสิ่งดีดี ที่อีกฝ่ายจะมอบให้ หรือหวังว่าเขาจะดีขึ้น รวมถึงกลับมาดีเหมือนเดิมก็ตาม เช่นนี้มิใช่ เสมอกันแต่แรก แต่คาดหวังว่าจะเสมอกันเท่านั้น หากอีกฝ่ายไม่เปลี่ยนแปลง เช่นนี้ มันก็คงแยกทาง เลิกร้าง ในวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว

         สุดท้ายหากเห็นพ้องหรือเข้าใจ ศีลเสมอ  ทานเสมอในที่นี้ ก็ไม่จำเป็นว่าต้องมีให้กันแต่แรก และมีความเป็นไปได้ด้วยว่า เราอาจจะพบเจอคนที่ไม่รู้จักตัวเอง  ไม่รู้จักพอคือ ศีลก็ไม่มั่นคง ทานบกพร่อง หรือพูดแบบทั่วไปก็คือคนโลเล ทำตัวไม่นิ่ง ชีวิตไม่นิ่ง และยังหาความต้องการของตัวเองไม่เจอ คนที่ยังไม่รู้จักพอ เช่นนี้มันก็ยากที่ศีล ทาน นั้นจะเสมอกันกับเรา หรือกับใครก็ตาม จะเสมอได้อย่างไรในเมื่อเขายังแกว่งไปมาอยู่ ณ วันนี้ แต่อย่างไรก็ตามที่สุดแล้ว ความรัก ของคนสองคนก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ไม่มาก ไม่น้อย ถึงตรงนี้อาจกล่าวสรุปไปเลยก็ได้ว่าหากคน “ยอมรับและให้อภัยกัน ปรับเข้าหากัน” ที่สุดมันก็เสมอกันได้ อยู่ด้วยกันได้ยาวนาน

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาด รีวิวความรัก น่าอ่านแบบนี้ สามารถติดตามได้ที่ >> thinksmile ขอบคุณที่รับชม .

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *